เสิร์ฟอนาคต

posted on 20 Oct 2009 21:47 by dr-wikanda

 

 

 

เคยคุยกับเพื่อนกลุ่มนึงเล่นๆ(แต่คำถามโคตรจริงจัง)ว่า

"เฮ้ย อีกสิบปีข้างหน้า แกคิดว่าแกจะทำอะไรอยู่วะ" เสียงเพราะๆของคนหน้าตาดีคนนึงกล่าวขึ้น(ต่อมหลงตัวเองทำงานรุนแรงขึ้นทุกวันๆ!!)

"กูเป็นผู้บริหารใหญ่เว้ย" ใครคนหนึ่งพูดออกมาอย่างภูมิใจ (อย่างกับมันได้เป็นเเล้ว วันนี้)

"เราว่า เราคงเป็นแอร์อยู่บนเครื่อง" ประโยคนี้เล่นเอาเพื่อนๆในวงสนทนา แซวกันใหญ่ เช่น ไปเพิ่มความสูงก่อนดีไหม ไปเพิ่มน้ำหนักอีกนิดเดี๋ยวโดนลมปลิวตกเครื่อง (อีกหลายประโยคที่ไม่สามารถบรรยายได้ เซ็นเซอร์ไว้ดีกว่า)แล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น อย่างกับกำลังดูตลกคาเฟ่ หรือเดี่ยวไมโครโฟนของพี่โน้ต อุดม อยู่

ในระหว่างที่เพื่อนๆ พูดถึงอนาคต ความใฝ่ฝันของตัวเองอยู่นั้น มีเพื่อนสาวคนหนึ่งพูดแย่งซีนขึ้นมาว่า

"แต่กูว่า.. กูคงนั่งเรียนป.ตรี อยู่เนี่ยละ ยังไม่จบหรอก" เท่านั้นละ ได้ฮากันเข้าไปอีก จะบ้าหรอ อีกตั้งสิบปีมันบอกมันยังเรียนป.ตรีอยู่ มหาลัยเค้าคงเตะมันตูดโด่งตั้งเเต่8 ปีเเล้วละ ((เค้าให้แค่แปดปีโว้ย))

.."ล้อเล่นเว้ย แหมใครจะตั้งสิบปีวะ"

"เราว่า มันต้องเยอะกว่านั้นนะเว้ย การเรียนรู้มันเรียนได้ทั้งชีวิต ถ้าคิดจะเรียน" เห็นเพื่อนพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆก็ภูมิใจในคำพูดของตัวเอง ฮี่ฮี่ฮี่

"เออ แต่สงสัยอย่างวะ ถามทำไมวะ จะเอาคำตอบไปส่งชิงโชคหรอวะ" ดูมัน ใครเค้าจะเอาความฝันพวกมันไปส่งชิงโชค ยิ่งไอ้คำตอบว่าเรียนอยู่ด้วยเเล้ว โชคคงไม่อยากให้ชิงนักร๊อก

"ถามไม่ได้หรอวะ อยากรู้" ก็มันจริง! อยากรู้ก็ถาม ถ้าอยากรู้เเล้วไม่ค้นหาคำตอบ ไม่ถาม จะเจอคำตอบไหมคะพี่ท่าน

"นี่เรียนแกรมม่าหนักไปเปล่าวะ ถามจังเลยไอ้คำถามอดีต อนาคต ปัจจุบันเนี่ย" ดูดูมันมัน(ดับเบิ้ลดูมัน) ไอ้นี่เดี๋ยวโดนมิใช่น้อย เลยจัดการ ตบประโยคสวยๆใส่มันไปซะ

"เฮ้ย ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต มันก็สำคัญเท่าๆกันเเหละ ใครจะว่าอดีตไม่สำคัญ เถียงหัวชนฝาชนไหชนโอ่งชนบุรีชนทุกอย่างเลยวะ อดีตคือครู อนาคตคือเป้าหมาย ปัจจุบันคือการกระทำเว้ย หากเราไม่สนใจอดีต ไม่สนใจข้อผิดพลาด ปัจจุบันมันก็จะผิดซ้ำเดิม ไม่เคยได้ยินหรอวะ รู้อดีตรู้ปัจจุบันเล็งอนาคต รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งอะ"

"ไม่!!!!!!!!!!!!"  อึ๋ย .. ทำไมมันไม่เคยได้ยินวะ ปัทโธ่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ..

posted on 15 Oct 2009 22:54 by dr-wikanda

 

 

 

 

"โปรดส่งใครมารักฉันที ..." เพื่อนของฉันบ่นว่า เบื่อเพลงนี้เปิดทุกช่องทุกคลื่น ทุกๆๆครั้งที่ได้ยิน มันทำให้"อยากมีแฟน" ฉันนึกขำในใจและหัวเราะออกมา ไม่น่าเชื่อว่า ช่วงนี้มีแต่คนบ่นว่า อยากมีแฟน กับคนที่ไม่เคยมีแฟน ตลกดีไหมคะ จะมาบ่นกันทำไม บ่นเเล้วหันหน้า(ไม่สวยเท่า)มาใส่ฉันด้วย และด้วยความ "ไม่มีแฟน" เลยทำให้ต้องไปดู หนังที่เค้าบอกว่า คนโสดต้องดู """" รถไฟฟ้า มาหานะเธอ """"

วันนี้ไปดูหนัง ที่ เมเจอร์ ค่ะ ไปด้วยรถส่วนตัวไม่ได้ไปด้วยรถไฟฟ้า เลย อด เจอ "ลุง" (พี่เคนของเรานี่เอง)

หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำเอากามค้าง เพิ่งจะรู้ว่ากามค้างเป็นอย่างนี้นี่เอง (เอ่อ กามในที่นี้คือส่วนหนึ่งในร่างกายนะคะ คิดอะไรกันอยู่) ด้วยเกียรติ(น้อยๆ)ของเด็กมีพุง(เยอะๆ)ขอรับรองว่า หนังเรื่องนี้ต้องไปดูให้ได้นะคะ เพราะนอกจากคุณจะได้รับรสชาติของความสนุกสนาน ทั้งของครอบครัวนางเอก(ที่นึกคุ้นว่าเคยเห็นในหลายๆโฆษณา) ความสนุกของเเขกรับเชิญในเรื่อง และคงต้องยกนิ้วให้กับ คุณ คริส หอวัง ที่แสดงได้ดีมากแบบว่าแจ้งเกิดเต็มตัวเลยก็ว่าได้(ประมาณว่า ตะล๊อดๆ เกือบทุกฉาก *) คุณอาจจะไม่รู้ว่าหลังเรื่องนี้มีผู้ชายสุดเท่ขวัญใจหลายๆคนอย่างคุณซันนี่มาร่วมเเสดงด้วย ขอสารภาพ(ลับ)ว่า ฉันจำคุณไม่ได้ ทั้งเสียง รูปร่าง หน้าตา ตับ ไต ไส้พุง หรือกางเกงที่นุ่งก็ดูสวยดี เฮ้ยไม่ใช่ อ๊ะ ยังมีคุณแอฟ (ดาราที่ใครๆชอบทักว่าเหมือนฉัน) ปรากฎณ์ให้ได้ยลโยมความสวยเด้งของนางเอกอันดับต้นๆของวงการบันเทิงในเวลานี้(และคงจะตะล๊อดๆไป) บวกกับ สิ่งที่ดึงดูดตา ดึงดูด จมูก หู จักกูรู่ ลามมาถึงหัวใจ สั่งการไปที่สมอง ว่าให้ขาต้องไปดูหนังเรื่องนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า

เรื่องนี้ แฟนฉันเล่นค่ะ นั่นคือ พี่เคนนนนนนนนนน นั่นเอง ทุกฉากที่พี่เคนออก มักจะมีบทพูดน้อยๆราวกับว่าแค่หน้ากู คนก็มาดูกันทั้งบ้านทั้งเมืองเเล้ว จริงค่ะ!!!! ยิ่งบวกกับเสื้อวิศวกร เท่ๆ แว่นตาดำเด่นเป็นสง่าด้วยเเล้ว ยิ่งทำให้ค้นพบต้นตอที่แท้จริงของภาวะโลกร้อน พี่เคนคือคนที่ทำให้ใจละลาย ด้วยความหล่อ ที่ นางเอก(ลี่)ในเรื่องเรียกว่า"หล่อทะลุแป้ง"พูดไว้ไม่มีผิด (อิจฉาคุณหน่อยเป้นที่สุด)

นอกจากจะมีรสชาติความสนุกแล้ว ยังมีคำคมเด็ดดวง ดวงเด็ด เป็ดยังอาย ที่บาดไปถึงขั้วปอด ทะลุไปถึงลำไส้ใหญ่และอาจผ่าก้นได้ในที่สุด เช่น

"คนรักกัน ไม่ใช่ว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาหรอกแก แค่เรารู้ว่ามีคนที่รักเราอยู่ก็พอเเล้ว" โหย คนทั้งโลก ส่งเสียงออกมาราวกับว่าอั้นตดมานาน ถึงเวลาปล่อยออกมา(หิ้วววววววววว) (ขออีกวงเล็บนะคะ  ถ้าข้อความเมื่อกี้ไม่เหมือนในหนังเป๊ะ อย่าตกใจนะคะ เพราะฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน ลืมไปตอนปล่อยตดออกมานั่นละค่ะ)

เเละในเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าเพื่อน แค่คำว่าเพื่อนคำเดียวสั้นๆ ที่จะเป็นเพื่อนกันตลอดไปไม่ว่าจะทุกข์(เพื่อนจะไม่ถีบหัวส่ง) หรือสุขก็จะร่วมแบ่งปันกัน "เพื่อน" คำเดียว ก็มีค่ามากกว่า "คนอื่น" หลายคน มากๆเเล้วละ

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะได้ดูตลอดทั้งเรื่อง จะทำให้เราผูกพันไปอย่างไม่รุ้ตัว คือการตลาดของเรื่อง

มาหมดค่ะ ฮอนด้า มาม่า กล้องโซนี่ BB การบินไทย เเว่นตาเลเเบน และ "อื่นๆอีกมากมาย" ช่างเป็นการสร้างกระบวนการรับรู้ของผู้บริโภคอย่างไม่รู้ตัว เลยจริงๆค่ะ( รึเปล่าน้า!!!)

หากมีสิบคะแนน เรื่องนี้ ให้เก้าละกันค่ะ (น้อยไปหรอคะ เยอะเเล้วน้าตัวเองก็ )

เเละถ้าใครยังไม่ได้ไปดู ไปดูเถอะค่ะ เเล้วคุณจะ อยากขึ้นรถไฟฟ้ามากขึ้น(กว่าเดิม) ก็ได้

หวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นกำลังใจให้คนโสดทุกคนนะคะ แม้รักจะเกิดจากพรหมลิขิต(อย่างที่หลายคนเชื่อ) แต่บางครั้ง การจัดฉากให้กับรัก มันก็อาจจะทำให้รัก สมบูรณ์แบบมากขึ้น

จงอย่าคิดว่า การรอนั้นสูญเปล่า บางทีพระเจ้าอาจจะกำลัง "จัดฉาก" ให้กับคุณอยู่ก็ได้

.."สักคนที่ไม่ต้องเดินผ่าน หากคุณนั้นได้ลองหยุดดูเพื่อพบกัน" อย่างที่พี่ใหญ่ โมโนโทนบอกยังไงละ

ยิ้มรับความโสดกันเถอะค่ะ

:)

เจอโยคับ..เมื่อโยคะ

posted on 14 Oct 2009 19:18 by dr-wikanda

 

 

 

 

 

 

โยคะ ทำไมถึงต้องชื่อโยคะ ทำไมไม่ชื่อโยคับ โยค่ะ โยฮะ หรือโยฮ้า

แต่กลับชื่อโยคะ ???????? มันมีที่มาอยู่ว่า

 

โยคะเป็นคำสันสกฤตหมายถึงการรวมให้เป็นหนึ่งไม่ใช่สอง สามสี่ แต่เป็นหนึ่งเดียวโด่ๆ โดยโยคะจะรวมกาย และจิต ทำให้เรามีสติและอยู่บนพื้นฐานของความจริงของชีวิต

โดยจากข้อมูลบอกไว้ว่า โยคะ มีที่มาที่ไป มาจากอินเดียว ตั้งเเต่5000 ปีนู้นเเนะ!!!  ยาวนานขนาดนี้ยังสามารถมีมาถึงทุกวันนี้ได้ คงเป็นเพราะความสุภาพของโย..คะ กระมั้ง

โลกหมุนไปทุกวัน หมุนไปพร้อมกับละทิ้งสิ่งวิเศษต่างๆไป สิ่งวิเศษจากธรรมชาติ สิ่งวิเศษจากข้างในมันกำลังจะหายไป ความรัก ความเอื้ออาทร ของผู้คนกำลังจะหลุดออกจากวงโคจรโลก หลงเหลือไว้แค่ตะกอนของตัณหา ตะกอนของความเคียดแค้น พยาบาท และอีกไม่นาน โยคะ จะหายไป กลายเป็นโย(.....) อะไร ไม่ทราบ ให้คิดกันเล่นๆ เองต่อไป

"กีฬา กี่ฬาเป็นยาวิเศษ" เสียงดนตรีบรรเลงพร้อมใจที่ฮึกเหิม ถึงเวลาเเล้วที่เราจะลด"พุง" ด้วยยาวิเศษ

เราได้ไปเล่นโยคะมาได้สามวัน

วันแรกของการเล่นโยคะ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่มันยากกว่าที่คิด เริ่มจากการนั่งสมาธิ ท่า(เหมือนจะ)สบายๆกันก่อน ต่อด้วยท่านั่งเหยียดขาเอามือเเตะขาทั้งสองข้างเหมือนเด็กอนุบาลเข้าเรียนวิชาพละ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดสักนิดเพราะเราทำไม่ได้ เเตะได้แค่เลยเข่าไปก็บุญเเล้วละ ท่าต่อมาคือการนอนเเล้วยืดขาขึ้นทีละข้าง ดึงเข้าหาตัว  จะรู้สึกตึงขามากๆและมากที่สุดเมื่อครูฝึกเดินมาช่วยดันขาให้คุณ ครูจะรู้ไหมว่าเราแอบเอาขาลงตั้งหลายท่า ด้วยความเมื่อย&ล้า ไม่ได้ตั้งใจจะลักไก่(เป็นเล้าๆ)แต่อย่างใด

ท่าที่ยากที่สุดขอยกให้กับท่าที่เรียกว่า ด๊อกๆ อะไรซักอย่าง ที่ต้องเกร็งทั้งกล้ามเนื้อขาและแขนไปพร้อมๆกัน และท่าที่สบายที่สุด คือท่าสุดท้ายท่านอน สบายๆ สไตร์คนมีพุง ผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้าทั้งหมด สัมผัสถึงจังหวะของหัวใจตัวเองที่ไม่ได้เต้นรัวชะชะช่า เหมือนตอนทำท่ายากๆ บัดนี้ มันกำลังดังด้วยจังหวะ เพลงป๊อปสบายๆเเล้ว

วันที่สองของการเล่นโยคะ

มันยังคับเหมือนเดิม ด้วยอุปสรรคที่พุงกลมๆมันทำให้เล่นท่าอะไรไม่ได้มาก และ ไม่ได้นานนัก เลยขอเรียกว่ามันคือโยคับ น่าจะเห็นเป็นจริงกว่าโยคะ ความรู้สึกเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเมื่อวาน มันทำให้อาการลักไก่(มากกว่าหนึ่งเล้า)กลับมาทำงานอีกครั้ง แม่บอกเราว่า เรากลิ้งไปมาบนเบาะรองราวกับลูกขนุน มันดูจะกลมไปหมด เนี่ยแหละน้าที่เค้าว่ากันว่าอุปสรรค

อุปสรรคเปรียบเสมือนการลงเล่นในน้ำทะเล ที่โดนคลื่นซัดเราเข้าฝั่ง ซัดแล้วซัดอีก แม้เราจะเอาพุงดันไว้ก็สู้เเรงคลื่นไม่ได้ แต่ทะเลย่อมมีวันคลื่นสงบ(ทฤษฎีใหม่ที่คิดจากไขมันล้วนๆ) ขอเพียงเราสู้เต็มเเรง ยืนหยัดบนพื้นทรายให้ได้ ยอมรับสภาพความเป็นจริงให้ได้ เผชิญหน้ากับมัน สักวันมันต้องเป็นวันของเรา(ซินะ!)

และเเล้ว วันนี้ก็เป็นวันที่สามเเล้ว ที่เราเล่น โย(คับ)คะ  ใช่เเล้วละ วันนี้ เริ่มลักไก่(ไม่กี่ตัว)ลดลงเเล้ว รู้สึกสนุกกับมันมากขึ้น แต่อาการกลิ้งไปมาบนเบาะรอง ยังปรากฏณ์ให้ได้เห็น

ความเมื่อยล้าไม่ได้ลดลงเลย เหนื่อย เหนื่อยมาก แต่อยางน้อย ก็ยังดี ได้บริหารพุงบ้างเผื่อสักวันมันจะยุบลง

สุดท้าย ได้เวลาหนีไปดูชิงชังเเล้ว อยากจะฝากไว้ว่า

มาออกกำลังกาย มาโยคะ(ผสมคับ) กันเถอะค่ะ เเล้วคุณจะสนุกกับการกลิ้ง เอ๊ย ยืดกล้ามเนื้อ อย่าบอกใครเชียว

:)

 

 

edit @ 14 Oct 2009 20:34:54 by แว่นดำ